ทำผม

มั่วบ้านงาน ทำไมไม่มีใครทัก ? รู้จัก Social Proof เมื่อทุกคนต่างคิดว่าคนอื่นรู้จัก

รวมทรงผมที่ช่วยเปลี่ยนลุคให้เข้ากับสไตล์ของคุณ

Naatadeeกองบรรณาธิการ เผยแพร่ อัปเดตล่าสุด อ่าน 7 นาที อ่านแล้ว 859 ครั้ง
มั่วบ้านงาน ทำไมไม่มีใครทัก ? รู้จัก Social Proof เมื่อทุกคนต่างคิดว่าคนอื่นรู้จัก
สารบัญ

รวมทรงผมที่ช่วยเปลี่ยนลุคให้เข้ากับสไตล์ของคุณ บทความตัวอย่างสำหรับระบบ Naatadee Beauty Community สามารถแก้ไขเนื้อหาได้จากหลังบ้าน


ช่วงนี้เรื่อง "มั่วบ้านงาน" ไวรัลไปทั่ว เลยทำให้ชาวเน็ตทั้งขำทั้งงงว่า คนที่ไม่ได้รู้จักเจ้าของงาน เดินเข้าไปคุย ทำกิจกรรม กลมกลืนกับแขกได้เฉยเลย แล้วทำไมดูเหมือนไม่มีใครทักว่า "เอ๊ะ คนนี้ใคร ?" แน่นอนเราไม่มีทางรู้ว่าคนในเหตุการณ์จริง ๆ คิดอะไรอยู่ เพราะไม่มีใครสงสัย แต่ถ้ามองในมุมจิตวิทยา เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงสิ่งที่เรียกว่า Social Proof ซึ่งเกิดขึ้นใกล้ตัวกว่าที่คิด และบางครั้งเราเองก็อาจเคยคล้อยตามคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว


Social Proof เป็นแนวคิดด้านจิตวิทยาที่อธิบายว่า พฤติกรรมของคนอื่นสามารถเป็นข้อมูลที่เราใช้ประกอบการตัดสินใจของตัวเองได้ เรื่องนี้พบเห็นได้ทั่วไป เช่น ไม่รู้ว่าจะเลือกร้านอาหารร้านไหนดี แต่เห็นร้านหนึ่งมีคนต่อแถวยาวก็รู้สึกว่า "ร้านนี้น่าจะอร่อย" หรือถ้ากำลังเลือกซื้อของสองชิ้นที่คล้ายกัน พอเห็นชิ้นหนึ่งมีคนซื้อและรีวิวจำนวนมาก ก็เริ่มรู้สึกว่าน่าไว้ใจกว่า


ในทางการตลาด แบรนด์ก็นำหลักนี้ไปใช้บ่อยเหมือนกัน เช่น การโชว์รีวิวจากลูกค้า ป้าย "ขายดี" หรือ "Best Seller" เมนูยอดฮิตของร้านอาหาร และการให้คนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์ช่วยรีวิว เพื่อให้เรารู้สึกว่าคนอื่นก็เลือกสิ่งนี้


เพราะเราไม่สามารถตรวจสอบทุกเรื่องด้วยตัวเองได้ตลอดเวลา การดูว่าคนอื่นทำอย่างไรจึงเป็นข้อมูลอีกอย่างที่ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางลัดนี้ก็อาจไม่ได้ถูกต้องทุกครั้ง


Social Proof เกี่ยวอะไรกับมั่วบ้านงาน

"มั่วบ้านงาน" คือพฤติกรรมของคนตีเนียนเข้าไปอยู่ในงานของคนอื่นโดยไม่ได้รับเชิญ หรือมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ต่าง ๆ และทำตัวกลมกลืนจนไม่มีใครเอะใจในตอนแรก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ Social Proof ได้เช่นกัน


อย่างที่เห็นข่าวว่ามีคนเคยไปร่วมกินเลี้ยงที่งานแต่งงานของคนไม่รู้จัก ไปถ่ายรูปหมู่ หรือเดินตามและร่วมวงสัมภาษณ์ของคนดัง ก่อนที่ภายหลังคนในงานจะเริ่มเอะใจว่าเขาคือใครกัน


และเราก็อาจเคยเจอสถานการณ์นี้ด้วย เช่น สมมติเราไปงานที่แขกเยอะมาก แล้วเห็นคนหน้าไม่คุ้นเดินคุยกับคนนั้นทีคนนี้ที ดูเป็นธรรมชาติมาก เราอาจสงสัยแวบหนึ่งว่า "ใครนะ ?" แต่พอเห็นคนอื่นคุยด้วยปกติ ไม่มีใครทำหน้าแปลกใจ เราก็เริ่มคิดเองว่า คงเป็นเพื่อนหรือญาติของเจ้าภาพ หรือคนอื่นคงรู้จักเขาแน่ ๆ

ที่น่าสนใจคือ คนที่เราคิดว่ารู้จักเขา อาจกำลังคิดแบบเดียวกับเราอยู่ เช่น

  1. A คิดว่า B น่าจะรู้จัก
  2. B เห็นเขาคุยกับ C เลยคิดว่าเป็นเพื่อน C
  3. C ก็คิดว่าเป็นคนรู้จักของ A

สุดท้ายอาจไม่มีใครรู้จักจริง ๆ แต่ทุกคนใช้ท่าทีของคนอื่นเป็นตัวตัดสินใจ ยิ่งงานใหญ่ มีแขกหลายกลุ่ม คนแปลกหน้าที่ทำตัวเหมือนแขกก็เลยดูเป็นพวกเดียวกันได้ไม่ยาก ซึ่งแม้จะมีคนสงสัย แต่ตามมารยาททางสังคมคงไม่มีใครเดินไปถามแน่ ๆ ว่า คุณเป็นใคร ?

Social Proof ก็มีข้อดีเหมือนกัน

Social Proof ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะจริง ๆ แล้วมนุษย์ใช้ข้อมูลจากคนรอบตัวกันทุกวัน และหลายครั้งก็มีประโยชน์มาก เช่น

  1. ช่วยตัดสินใจได้เร็วขึ้น : เราไม่ต้องหาข้อมูลเองทุกเรื่อง เช่น เห็นร้านอาหารคนเยอะ ต่อแถวคิวยาว ก็พอเดาได้ว่าน่าจะอร่อย
  2. ช่วยให้ปรับตัวได้ในที่ใหม่ ๆ : เช่น ไปต่างประเทศแล้วไม่รู้ว่าต้องต่อแถวตรงไหน จ่ายเงินยังไง ก็ดูคนรอบข้างได้
  3. ช่วยให้แต่งตัวและทำตัวเหมาะกับสถานการณ์ : อย่างคนที่ไม่รู้ว่าไปงานนี้ต้องแต่งตัวยังไง เราก็ดูเจ้าภาพและแขกคนอื่น
  4. ช่วยลดความเสี่ยงตอนซื้อของ : เพราะเราสามารถอ่านรีวิวจากคนที่เคยใช้ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าได้
  5. ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ร้านค้าหรือสินค้า : ร้านเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีใครรู้จัก หรือสินค้าใหม่ ๆ อาจอาศัยรีวิวจากลูกค้าจริงเป็นตัวช่วยให้คนกล้าลองมากขึ้น

ปัญหาของ Social Proof จะเริ่มตอนที่เราเปลี่ยนจากดูคนอื่นเป็นข้อมูลประกอบ ไปเป็นคนอื่นทำ แปลว่าถูก เพราะคนเยอะไม่ได้แปลว่าถูก และบางทีคนที่เรากำลังทำตาม ก็กำลังทำตามคนอื่นอีกทอดหนึ่งอยู่เหมือนกัน


ชอบบทความนี้ไหม?

แชร์ให้เพื่อนที่สนใจเรื่องบิวตี้ได้อ่านด้วยกัน